|
เพื่อนๆ คนไหนที่ประทับใจกับบทบาทของสาว ฮะวัตถาภรณ์ เท็น เอี่ยมสินธร และ หนุ่ม เก๋า พงพิสุทธิ์ แตงโม ผิวอ่อน และณัฏฐพงษ์ ฟรอยด์ ชาติพงศ์ จากภาพยนตร์เรื่องฮะเก๋า วันนี้เราก็มีบทสัมภาษณ์เจาะลึกเรื่องราวการทำงานและความฝันของพวกเขามาฝากกัน ก่อนจะมาเล่นหนังเรื่องนี้ เท็นทำอะไรมาก่อน เท็น: เวอร์จิ้นค่ะพี่ แตงโม: เฮ้ย ยังเวอร์จิ้นอยู่เลยเหรอ ฟรอยด์: ไม่ใช่อย่างนั้น หมายถึงการทำงานเวอร์จิ้น ไม่ใช่ทางเพศ ดู แม่เขาก็มา เท็น: ก็เคยประกวดของทีทรี เฟเชียลโฟม แล้วก็ได้ที่หนึ่งมา แล้วก็บังเอิญว่าทีมงานออร์แกไนเซอร์ที่เขาจัดงานเขาเป็นทีมงานของฟิล์มเอเชียก็เลย เอ้ย เรียกไอ้น้องคนนี้มาแคสต์ดู พอแคสต์เสร็จปุ๊บเราก็ได้บทนี้พอดี ก็เลยได้เล่นเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ตอนประกวดห้าวแบบนี้ไหม เท็น: เฮ้ย หนูเป็นผู้หญิง หวาน หวานน่ารัก จริงมั้ยคะพี่ เฮ้ยช่วยกันหน่อยดิ่ ตอนนั้นผมยาวยาวถึงกลางหลังเลย ฟรอยด์: จำได้ ตอนนั้นผมไปเป็นพิธีกร แล้วก้ให้สัมภาษณ์น้องๆ ที่ประกวดอะไรอย่างนี้ แล้วคนนี้เขาขึ้นมาเราก็รู้สึก เอ้ยคนนี้ ดูเหมือนเป็นทอมจริงๆ นะ ตอนแรกผมไม่รู้จักกันมาก่อน ด้วยคาแรคเตอร์ที่เขาเล่น และความสามารถที่เขาแสดงคือเป็นมวยไชยา มารำมวย ผู้หญิงที่ไหนวะจะมาต่อยมวย จะบ้ารึเปล่า ผมก็คนนี้เป็นทอมชัวร์ มาประกวดโดนบังคับมาแน่ แม่บังคับไรงี้ แต่พอมาคุยแล้วก็เป็นผู้หญิง ชอบผู้ชาย ผมก็ตกใจเหมือนกัน แล้วตอนนั้นทำไมถึงสนใจชกมวย เท็น: คือตอนนั้นเข้าลาดกระบัง หนูเพิ่งจบม. 6 แล้วติดลาดกระบัง แล้ว พี่นึกออกเปล่าแบบพอได้ยินชื่อลาดกระบัง ทุกคนก็โห ผู้ชาย น่ากลัว กลับดึกๆ ไม่ได้ คุณแม่ก็นั่นเลย จับหนูไปเรียนมวย ก็เลยรู้จักกับทางครูมวยอะไรแบบนี้ คือคุรแม่เขาชอบด้านมวย ด้านอะไรอย่างนี้ด้วย มันเป็นศิลปะ เหมือนอย่างในองค์บาก อย่างพี่จา พนม อารมณ์ประมาณนั้น แม่เขาก็เลย เออๆ ลูกไปเรียน ฟรอยด์: เดี๋ยวจะได้เป็นคู่แข่งกับจีจ้า เท็น: ยัง ยัง หนูยังไม่ถึงขั้นเขา หนูแค่ขึ้นการ์ดเป็นเท่านั้นเอง แล้วในสายตาของแตงโมและฟรอยด์ เท็นเป็นสาวหวานหรือเปล่า แตงโม: จริงๆ เท็นเขาก็แอบหวานอยู่แล้ว คือเหมือนกับอารมณ์ผู้หญิง จะเล่นเป็นทอมแต่ก็มีแวบ อารมณ์ผู้หญิง นุ่มนวลอะไรงี้ก็มีนะ แอบหวาน แอบซึ้งอะไรงี้ก็มี เท็น: สรุปว่าเท็นน่ารักเปล่า แตงโม: เหอ? เอางี้เลยนะ ก็คือเหมือนกับเท็นเนี่ยไม่ว่าเขาจะเป็นทอมหรือเป็นยังไง เขาก็มีอารมณ์แอบรัก แอบรักแฟน แอบรักเพื่อน ฟรอยด์: ลักเพศ เท็น: เฮ้ย ไม่ใช่
อย่างที่ทราบกันคือแตงโมเป็นลูกนักฟุตบอลชื่อดัง แตงโม: ก็ถ้าไปทำอะไรมาเวลาพาดหัวข่าวก็ไม่ต้องเขียนชื่อครับ พาดได้เลยว่า ลูกนักบอลชื่อดัง ทำผิดอะไรงี้ คือไม่ต้องบอกเลยฮะ มีคนเดียวในประเทศไทย รู้เลยว่าลูกใคร ฟรอยด์: ลีซอรึเปล่า แตงโม: ลีซอพ่อไม่ใช่นักบอลนะ พ่อเป็นนักข่าว ฟรอยด์: ซิโก้ล่ะ ซิโก้มีลูก เหมือนกัน แตงโม: ไม่ใช่แล้วซิโก้นั่นลูกผู้หญิงหมด 3 คน แตงโมก็เล่นฟุตบอลด้วยนี่ แล้วจริงจังกับมันแค่ไหน แตงโม: จริงๆ ผมน่ะ จริงจังกับมันมาก เด็กๆ ได้ไปฝึกฟุตบอลที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แล้วได้รับบาดเจ็บก็เลยต้องกลับมาเมืองไทย แล้วมาเล่นให้ทีมชาติก็ได้รับบาดเจ็บอีก ก็ตอนนั้นก็คิดว่าจะเลิกแล้ว แต่ก็พอดีได้มีโอกาสไปซ้อมฟุตบอลอีกรอบ แล้วมีทีมของต่างประเทศเขามาติดต่อก็คือทีมของสิงคโปร์ ก็เลยได้ไปเล่นฟุตบอลอาชีพ แต่ได้รับบาดเจ็บอีกก็เลยมีช่วงว่างก็มารับงานการแสดง ก็เลยได้มีโอกาสเข้ามาในวงการบันเทิง แล้วจริงๆ เรามองอนาคตตัวเองไว้ยังไง ตั้งใจจะไปทางกีฬาหรือบันเทิง แตงโม: จริงๆ ถ้าถามว่ากีฬาไม่ดีตรงไหน หรือวงการบันเทิงไม่ดีตรงไหนก็จะตอบลำบาก แล้วทำไมเราไม่ทำทั้งสองอย่างให้ดีพร้อมกันล่ะ เพราะว่าถ้าจะให้เลือกกินข้าวกับกับข้าวอย่างใดอย่างหนึ่งมันก็คงเลือกไม่ได้ ก็คงต้องเลือกทั้งสองอย่าง สปอร์ต กับเอนเตอร์เทนให้ผมเลือกก็คงเลือกไม่ได้ ก็เลยเลือกเป็นสปร์ต เอนเตอร์เทนเนอร์ก็แล้วกัน เท็น: เฉียบคม ฟรอยด์: แต่ไม่ได้ดีซักอย่างน่ะเหรอ ก็เอาเป็นอย่างๆ ไปไม่ดีกว่าเหรอ เป็นไง มีคอยดัก แตงโม: เออ บางคนก็จะมีพูดว่า ทำไมไม่เอาอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วทำให้ดีที่สุด คือจริงๆ แล้วมีใครที่รักพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งได้ไหม จริงๆ มันก็ไม่มี ก็ต้องรักทั้งคู่ไง ฟรอยด์: คือเสมอภาค เท่าเทียม พอดี แตงโม: คือคนเรามันเลือกไม่ได้หรอกในชีวิตนี้น่ะ ทุกอย่างมันต้องมาพร้อมกัน ให้คุณเดินขาซ้ายขาเดียว คุณยังเดินไม่ได้เลย มันต้องเดินสองเท้า เท็น: ไม่หรอก เราว่าด้วยความที่พี่โมบาดเจ็บด้วยไง จะลุยไปทางสปอร์ตอย่างเดียวเลยมันก็ไม่ได้ แตงโม: แต่ถ้าเราเป็นนักแสดงแล้วไม่รู้จักออกกำลังกาย เราก็จะไม่มีหุ่นที่ดี แต่ถ้าเราเป็นนักกีฬาแล้วไม่ทำอย่างอื่นเลยมันก็คงไม่ได้เหมือนกัน เพราะไม่งั้นเราก็จะรู้แค่เรื่องเดียว ผมว่าก็ควรจะทำหลายๆ เรื่อง แล้วตอนที่เราเด็กกว่านี้แตงโมฝันอยากเป็นอะไร แตงโม: อยากเป็นผู้ใหญ่ เท็น: ถูก ฟรอยด์: เราว่าเด็กทุกคนก็ต้องฝันอยากเป็นผู้ใหญ่ แตงโม: อยากโต อยากโต ฟรอยด์: ไม่อยากจะเรียน อยากอยู่เฉยๆ มีชีวิตอิสระ ทำอะไรก็ได้ แตงโม: ไม่ ก็จริงๆ ถ้าส่วนตัวเลยนะ ไม่เคยมองเรื่องเป็นนักกีฬาเลย ไม่เคยมองเรื่องเป็นนักแสดงเลย อยากเป็นนักธุรกิจมากกว่า อยากมีอะไรของตัวเอง ดูใหญ่ๆ เท็น: เซ็นกริ๊กเดียวได้สิบล้าน แตงโม: เออ นั่นแหละ มันดูมีความรู้ มีพื้นฐานการงานอาชีพมากเลย ดูสอดคล้องกับที่เราเรียน ก็เลยอยากทำงานตรงนั้นมากกว่า แต่พอเราได้มาทำอย่างอื่น เราก็ได้รู้นะว่าอย่างอื่นน่าสนใจมาก และมันก็สามารถเป็นธุรกิจได้ ทั้งกีฬา ทั้งเอนเตอร์เทนเมนท์ ส่วนฟรอยด์นี่เรียนวารสารฯ อยู่แสดงว่าสนใจงานได้นี้อยู่แล้ว ฟรอยด์: จริงๆ แล้วผมอยากทำงานเบื้องหลัง ผมสนใจงานโฆษณามาตั้งนานแล้ว เพราะว่าที่บ้าน ญาติๆ ก็ทำงานเอเจนซี่โฆษณา หมดเลย เราก็รู้สึกเหมือนว่า เออ เรามีต้นแบบให้ก้าวตาม ให้เจริญรอยตาม ก็เลยอยากทำบ้าง จริงๆ แล้วผมอยากเป็นCreative Director แต่ว่ามันคงจะอยากที่จะเป็นได้ มันต้องอาศัยประสบการณ์ คือตอนนี้ผมก็หวังว่าเป็น Copywriter ก่อนก็พอ แล้วเท็นอยากทำงานแสดงต่อไปหรือฝันอยากทำอย่างอื่น เท็น: จริงๆ แล้วหนูเรียนทางคอมพิวเตอร์ หนูอยากทำพวกกราฟฟิก อนิเมชั่น อยากทำเบื้องหลัง ตัดต่อหนัง ตัดต่อ สร้างกาณ์ตูนอะไรก็ว่าไปบังเอิญได้เข้ามาในจุดนี้ ซึ่งคนอื่นยากที่จะเข้ามา แล้วเราโชคดีคือเข้ามาเป็นตัวหลัก หนูก็เลยมองว่ามันเป็นโอกาสที่ดีที่เราต้องคว้าเอาไว้ แล้วเราไม่ควรคว้ามันอยู่แค่ตรงนี้ เราควรจะเรียนรู้ทุกๆ อย่างในวงการนี้ให้หมด แล้วหลังจากนี้เราจะไปไม่ตามแต่ใจเราแล้ว แต่ตอนนี้หนูรู้สึกว่าหนูเพิ่งก้าวมาก้าวแรกเอง ซึ่งมันมีอีกเป็นร้อยๆ ก้าวในวงการนี้ที่หนูต้องก้าวต่อไป แล้วเริ่มสนใจงานด้านอนิเมชั่นตั้งแต่เมื่อไหร่ เท็น: ก็ตั้งแต่ม. 6 ตอนนั้นต้องเลือกคณะ แล้วคือคุณแม่บอกว่ารู้คอมพิวเตอร์กับภาษาอังกฤษไม่มีตกงาน แล้วคุณแม่เขาไม่เน้นเรื่องมหาลัย ว่าต้องเป็นที่ไหน หรือคณะอะไร ซึ่งภาษาอังกฤษนี่หนูก็ได้อยู่แล้ว แต่อย่างคอมพิวเตอร์ หนูเห็นอย่างในมิวสิควิดีโอ หรืออะไรมันจะมีคอมพิวเตอร์ช่วยให้สื่อความคิด จินตนาการออกมาได้ ซึ่งหนูมองว่ามันต้องใส่จินตนาการเราเข้าไปด้วยนะ เราต้องมาคิดว่าเนื้อเพลงแบบนี้ มันต้องใส่ภาพแบบไหนเข้าไป ทำยังไงที่จะทำให้คนดูอินเข้าไป ลึกลงไปอีกน่ะ มันก็เลยทำให้หนูอยากเข้ามาเรียนรู้ตรงนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมุมกล้อง ซาวด์ อะไรต่างๆ แล้วพอหนูโตขึ้นกว่านี้ หนูก็จะแยกไปทำคอมฯ ของหนู ภาพฟรอยด์ในจอจะดูเป็นคนกวนๆ ซนๆ ตัวจริงเป็นแบบไหน ฟรอยด์: จริงๆ แล้วเวลาอยู่กับคนเยอะๆ ไปถ่ายงาน อยู่ในกองถ่ายคนเยอะๆ ผมก็จะสนุกสนาน เฮฮา แต่เวลาอยู่คนเดียว ปั๊บ ผมจะเป็นคนที่ค่อนข้างจะคิด คิดอะไรเยอะ คิดเรื่องอนาคต คิดเรื่องสิ่งที่เดิดขึ้นกับเราอยู่ มีช่วงหนึ่งผมทำงานอยู่ ถ่ายละคร แล้วพอดีมันตรงกับช่วงสอบ ซึ่งพอเวลาที่เราไปที่กอง เราก็จะแฮปปี้ เฮฮา อต่พอเรากลับมาบ้าน เราก็จะนอยเรื่องสอบ ใกล้ๆ จะสอบแล้ว ต้องอ่านหนังสือ ต้องฟิต คือจะไม่ค่อยแสดงความรู้สึกที่เรารู้สึกจริงๆ ให้กับคนอื่นเท่าไหร่ เพราะว่ามันไม่จำเป็นที่จะต้องแสดงความรู้สึกของเราให้คนอื่นรู้ มันจะทำให้คนอื่นพลอยนอยไปตามเราด้วย ส่วนใหญ่คนสนุกก็จะเป็นแบบนี้ ฟรอยด์และแตงโมถือว่ามีประสบการณ์ในการแสดงมาแล้ว ตรงนี้มีส่วนช่วยในการแสดงของเท็นบ้างไหม เท็น: พี่ฟรอยด์นี่มีส่วนเยอะเลยค่ะ เพราะว่าพี่ฟรอยด์เขาจะช่วยต่อบท เขาจะเป็นคนเล่นแบบโอเวอร์ แบบในบ้านนี้มีรัก แล้วเขาจะเต็มที่ คือเกินร้อย ซึ่งบางครั้งที่เราไม่เต็มร้อยเนี่ย ส่วนของเขามันจะมาช่วยเติมให้ คือธรรมดาเวลาคนสองคนเล่นกันอย่างนี้น่ะค่ะ มันจะต้องเป็นสองร้อย ถูกมั้ยค่ะ คนละร้อย พอเรามีแค่ 80 เขามา 120 มันก็พอดีกัน ฟรอยด์: มันเหมือนเราส่งให้เขารู้สึกถึงอารมณ์มากกว่า เท็น: ซึ่งมันช่วยเราได้เยอะ ส่วนพี่โมเนี่ย ถือว่าเป็นนักแสดงใหม่เหมือนหนู แต่ด้วยบทเขาที่มันดูนิ่งๆ อยู่แล้ว แล้วตัวจริงๆ เขาก็จะดูนิ่งๆ แบบนี้ มันเลยทำให้หนูเล่นง่ายเพราะไม่ว่าจะยังไงเขาก็เป็นแบบนี้ แล้วด้วยความที่เราเป็นนักแสดงใหม่ทั้งคู่หนูก็จะไม่เกร็งกับเขา จะคุย จะซ้อมกันบ่อยมาก ไม่เหมือนเวลาเล่นกับพี่ฟรอยด์หรือพี่หม่ำ บางทีเวลาเราจะไปปรึกษาเขามันก็ได้ แต่จะไปบอก เฮ้ยพี่มาเล่นกับหนูหน่อยมันก็ไม่ดี ฟรอยด์: บ้า ได้ เท็น: คือแต่ในใจหนูไง จะเกรงใจ ฟรอยด์: ปรึกษาได้ พูดซะน่าสงสารเชียว อยู่ในกองก็ เฮ้ย พี่ฟรอยด์ต่อให้หนูหน่อย เร็วๆ ดิ่ ต่อให้หนูหน่อย หนูจะเข้าฉาก แต่พอมาให้สัมภาษณ์ก็อู้ย หนูไม่กล้า งาม คิดว่าเราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากประสบการณ์การทำงานครั้งนี้ แตงโม: ได้เยอะเลยครับ อย่างเรื่องการแสดงก็ทำให้เรารู้ไลน์ รู้จังหวะ เท็น: ขอชมพี่ฟรอยด์อย่างหนึ่ง อย่างเวลานักแสดงใหม่เขาซ้อมกัน พี่ฟรอยด์ก็มาด้วย ทั้งๆ ที่เขาไม่จำเป็นต้องมา ซึ่งตรงนี้นี่เรานับถือเลย แล้วอย่างเราเป็นเด็กใหม่ เขาก็มาสอนเรา คือเขาอยากเป็นเด็กใหม่ หรืออยากอายุน้อย เราก็ไม่รู้ ฟรอยด์: บ้า ไม่เกี่ยว จริงๆ ผมว่าเวิร์คช้อปมันมีส่วนช่วยมากเลยนะครับ ในการเอาคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนมาเล่นหนังเรื่องเดียวกันให้มันเป็นธรรมชาติมากที่สุด โดยต้องเป็นเพื่อนสนิทกันด้วย โดยเงื่อนไขของมัน มันดีมากที่เราต้องมาเวิร์คช้อปกันก่อน แล้วมารู้จักกันก่อน จนเราเป็นเพื่อนกันจริงๆ เลยน่ะ เรียกว่าสามเดือนที่อยู๋ด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน แถมบ้านผมยังใกล้กับบ้านแตงโม เท็น: ห่างกันสามป้ายรถเมล์ ฟรอยด์: ผมก็มีติดรถแตงโมกลับบ้าน เท็น: แล้วการฝึกการแสดงมันช่วยให้เรามีจินตนาการ อย่างเขาให้เราจับกระต่ายโดยที่มันไม่มีกระต่ายน่ะ ทำให้เราได้ฝึก แล้วมันทำให้เราเรียนรู้คนได้ง่ายขึ้นจากท่าทางของเขา |